วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

Services Provided by the OS

Profile

นายภูษิต คุณาธรรม 5805104022 

Services Provided By OS

PROCESS  CONTROL

เป็นการควบคุมกระบวนการทั้งหมดซึ่งในขณะที่กำลังเอ็กซิคิวต์โปรแกรมอยู่นั้นเราสามารถหยุดการทำงานในลักษณะการหยุดปกติ(end.),การหยุดแบบไม่ปกติ(abort),โหลดข้อมูลเพิ่มเติม,เอ็กซิคิวต์โปรเซส, สั่งให้หยุดรอเวลาหรือแม้แต่การรออีเวนต์อื่นๆ ก็ได้ 

                             Scheduling


CPU scheduling ในระบบคอมพิวเตอร์ที่มีการใช้ multiprogramming นั้น บ่อยครั้งที่ process หลาย ๆ ตัวแข่งขันกันเพื่อให้ได้ใช้ CPU (ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันมีการร้องขอการใช้ CPU) เหตุการณ์ในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อ process 2 ตัวหรือมากกว่าอยู่ใน ready state ถ้า CPU ไม่ถูก process ใดใช้ กระบวนการคัดเลือก process ที่อยู่ใน ready state ก็จะเกิดขึ้น เราเรียกส่วนนี้ของระบบว่า scheduler และกระบวนการที่ scheduler ใช้ว่า เราเรียกว่า scheduling algorithm ในระบบ time shared นั้นการคัดเลือก process ค่อนข้างจะยุ่งยากเนื่องจากระบบมี user หลายคนที่ต้องให้บริการและเวลาของ CPU ก็เป็นทรัพยากรที่ค่อนข้างหายาก (มีการแข่งขันจาก user สูง) ดังนั้นการเลือกใช้ scheduling algorithm ที่ดีจึงเป็นสิ่งสาคัญที่จะช่วยให้การทางานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในโลกของคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (PC) นั้นเวลาส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อการบริการแก่ process ใด process หนึ่ง เช่น user ใช้ word processor อยู่ก็คงไม่ compile โปรแกรม Java ดังนั้น scheduler จึงไม่ต้องทางานมากมายนัก (ไม่ต้องตัดสินใจว่า process ตัวใดจะได้ CPU ไปครอบครอง – จะมีก็แต่ word processor เท่านั้นที่ต้องดูแล) ในปัจจุบัน CPU มีความไวในการประมวลผลมากขึ้น ดังนั้น CPU จึงไม่ใช่ทรัพยากรที่หายากอีกต่อไป เวลาส่วนใหญ่ของเครื่องจึงเป็นการรอ input จาก user ไม่ใช่รอให้ CPU ทางานเสร็จ เพราะฉะนั้นการคัดเลือก (scheduling) จึงไม่ใช่ปัญหาของ PC แต่เมื่อเรานาเอา PC มาเชื่อมต่อกันในระบบของ network และ server นั้นการคัดเลือกก็มีความสาคัญขึ้นมาทันที process ต้องแข่งขันกันเพื่อใช้ CPU เช่น CPU ต้องเลือกระหว่าง process ที่กาลัง update หน้าจอหลังจากที่ user ปิดหน้าต่างลง กับ process ที่ส่งข้อความผ่านทาง email ถ้าการปิดหน้าต่างใช้เวลา 2 วินาทีในขณะที่ email ถูกส่งออกไปเราก็อาจสังเกตเห็นว่าการตอบสนองของระบบไม่ค่อยดี แต่ถ้าระบบชะลอการส่ง email ออกไป 2 วินาทีเราก็คงไม่รู้สึกอะไรเลย การเลือก process ที่เหมาะสมสาหรับ CPU นั้นมีความสาคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการทางานของระบบ เช่นเดียวกันกับการใช้ CPU อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าเรารู้ว่าการสลับ process เข้า/ออก ของ CPU นั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง กระบวนการที่เกิดขึ้นในการสลับ process นั้นเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยน mode จาก user mode ไปเป็น kernel mode ต่อมาสถานะต่าง ๆ ของ process จะถูเก็บไว้ใน process table เพื่อให้สามารถนากลับมาใช้ได้ใหม่ หลังจากนั้น process ตัวใหม่จะถูคัดเลือกโดย scheduling algorithm และระบบก็ต้องจัดสรรหน่วยความจาให้กับ process ตัวใหม่นี้พร้อมกับเริ่มการทางานของ process ดังนั้นเราจะเห็นว่าถ้าระบบมีการสลับ process มาก ๆ ก็จะทาให้ประสิทธิภาพการทางานของระบบลดลง



                              Execution



ระบบต้องสามารถนำโปรแกรมลงสู่หน่วยความจำหลัก และให้โปรแกรมทำงาน โดยที่การทำงานต้องมีวันสิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นปกติหรือไม่ปกติก็ตาม

Communication Process กระบวนการสื่อสาร


กระบวนการสื่อสาร
          กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) โดยทั่วไปเริ่มต้นจากผู้ส่งข่าวสาร (Sender) ทำหน้าที่เก็บรวบรวม
แนวความคิดหรือข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เมื่อต้องการส่งข่าวไปยังผู้รับข่าวสาร ก็จะแปลงแนวความคิดหรือข้อมูล
ที่เกี่ยวข้องออกมาเป็น ตัวอักษร น้ำเสียง สี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ซึ่งเรียกว่าข่าวสาร (Massage) จะได้รับการใส่รหัส
(Encoding) แล้วส่งไปยังผู้รับข่าวสาร (Receivers) ผ่านสื่อกลาง (Media) ในช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels)
ประเภทต่าง ๆ หรืออาจจะถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสารโดยตรงก็ได้ ผู้รับข่าวสาร เมื่อได้รับข่าวสารแล้วจะ
ถอดรหัส (Decoding) ตามความเข้าใจและประสบการณ์ในอดีต หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น และมีปฏิกริยาตอบสนอง
กลับไปยังผู้ส่งข่าวสารซึ่งอยู่ในรูปขอความรู้ ความเข้าใจ การตอบรับ การปฏิเสธหรือการนิ่งเงียงก็เป็นได้ ทั้งนี้ข่าวสาร
ที่ถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารอาจจะไม่ถึงผู้รับข่าวสารทั้งหมดก็เป็นได้ หรือข่าวสารอาจถูกบิดเบือนไปเพราะในกระบวนการ
สื่อสาร ย่อมมีโอกาสเกิดสิ่งรบกวน หรือตัวแทรกแซง(Noise or Interferes) ได้ ทุกขั้นตอนของการสื่อสาร
คุณลักษณะของผู้ประสบความสำเร็จในการสื่อสาร
          1. มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ
          2. มีทักษะในการสื่อสาร
          3. เป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้ได้เร็ว และมีความจำดี
          4. มีความซื่อตรง มีความกล้าที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
          5. มีความคิดสุขุม รอบคอบ
          6. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
          7. คิดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
          8. มีความสามารถแยกแยะและจัดระเบียบข่าวสารต่าง ๆ
          9. มีความสามารถในการเขียนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
         10. มีศิลปะและเทคนิคการจูงใจคน
         11. รู้ขั้นตอนการทำงาน
         12. มีมนุษยสัมพันธ์ดี


File Manipulation การจัดการแฟ้มข้อมูล

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแฟ้มข้อมูล (file manipulation) จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละระบบงาน แต่จะมีกิจกรรมหลักในการใช้ข้อมูล ได้แก่
        การสร้างแฟ้มข้อมูล (file creating) คือ การสร้างแฟ้มข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการประมวลผล ส่วนใหญ่จะสร้างจากเอกสารเบื้องต้น (source document) การสร้างแฟ้มข้อมูลจะต้องเริ่มจากการพิจารณากำหนดสื่อข้อมูลการออกแบบฟอร์มของระเบียน การกำหนดโครงสร้างการจัดเก็บแฟ้มข้อมูล (file organization) บนสื่ออุปกรณ์
        การปรับปรุงรักษาแฟ้มข้อมูลแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
          1) การค้นคืนระเบียนในแฟ้มข้อมูล (retrieving) คือ การค้นหาข้อมูลที่ต้องการหรือเลือกข้อมูลบางระเบียนมาใช้เพื่องานใดงานหนึ่ง การค้นหาระเบียนจะทำได้ ด้วยการเลือกคีย์ฟิลด์ เป็นตัวกำหนดเพื่อที่จะนำไปค้นหาระเบียนที่ต้องการในแฟ้มข้อมูล ซึ่งอาจจะมีการกำหนเงื่อนไขของการค้นหา เช่น ต้องการหาว่า พนักงานที่ชื่อสมชายมีอยู่กี่คน
          2) การปรับเปลี่ยนข้อมูล (updating) เมื่อมีแฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการประมวลผลก็จำเป็นที่จะต้องทำหรือรักษาแฟ้มข้อมูลนั้นให้ทันสมัยอยู่เสมอ อาจจะต้องมีการเพิ่มบางระเบียนเข้าไป (adding) แก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าฟิลด์ใดฟิลด์หนึ่ง (changing) หรือลบบางระเบียนออกไป (deleting)

Device Manipulation การจัดการอุปกรณ์


อินพุต/เอาต์พุตฮาร์ดแวร์ คือ โปรแกรมที่ใช้ติดต่ออุปกรณ์ต่างๆ ทำงานร่วมกัน เป็นโปรแกรมที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์แต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการทำงาน
อุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต (I/O Devices) อุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
          1.บล็อกดีไวซ์ (Block Devices) เป็นอุปกรณ์ที่จัดเก็บข้อมูลได้โดยทำการเก็บเป็นบล็อกเช่น ดิสก์เก็ต ฮาร์ดดิสก์ เทป ขนาดของบล็อกประมาณ 512 ไบต์ ถึง 32,768 ไบต์  สามารถอ่าน/เขียนข้อมูลลงในแต่ละบล็อกได้โดยอิสระ  อุปกรณ์ประเภทที่เป็นบล็อกจำพวกดิสก์สามารถกำหนดตำแหน่งลงไปในแผ่นดิสก์ได้ ประกอบไปด้วย    ไซเรนเดอร์ (Cylinder) และเซ็กเตอร์ (Sector)
              -แต่ละบล็อกที่บรรจุข้อมูลภายในหัวอ่านสามารถนำข้อมูลออกมาได้
              -อุปกรณ์ที่มีการแอ็กเซสโดยตรง (direct access storage device) ได้แก่ ดิสก์
              -ข้อมูลจะถูกจัดไว้เป็นกลุ่มในระดับบล็อกหรือเซ็กเตอร์
              -แต่ละกลุ่มจะมีแอ็ดเดรสของตัวเอง
              -การแอ็กเซสทำได้โดยกำหนดแอ็ดเดรสของข้อมูลกลุ่มนั้น ซึ่งจะทำให้ทราบว่าข้อมูลกลุ่มนั้นอยู่ที่ไหน
              -อุปกรณ์ที่มีการแอ็กเซสแบบลำดับ (serial access storage device) ได้แก่ เทป
              -ลักษณะของอุปกรณ์ประเภทนี้การแอ็กเซสจะต้องเป็นไปตามลำดับ ตั้งแต่ต้นเทป เรียงไปจนถึงตำแหน่งที่ต้องการ
              -การเก็บข้อมูลจะเก็บเป็นกลุ่มๆ ไม่มีแอ็ดเดรสของแต่ละกลุ่ม การอ่านจะต้องอ่านเข้ามาทีละกลุ่ม
          2.คาร์เรกเตอร์ดีไวซ์ (Character Devices) เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลเป็นสาย จำนวนข้อมูลขึ้นอยู่กับบัฟเฟอร์ (Buffer) ที่มีแต่ไม่สามารถกำหนดตำแหน่งของบัฟเฟอร์เหล่านี้ได้
               -อุปกรณ์ประเภทนี้ได้แก่ การ์ดเน็ตเวิร์คของเครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์
               -อุปกรณ์ชนิดข้อมูลเป็นสาย (stream) อุปกรณ์ประเภทนี้มีข้อมูลการส่งเข้าออกจะเรียงมาเป็นลำดับก่อน-หลัง
                -การแบ่งแยกข้อมูลทำได้โดยตรวจสอบลำดับของข้อมูล
                -เป็นอุปกรณ์ที่มีการจัดการได้ง่าย เพียงแต่จัดลำดับการรับ – ส่ง   ข้อมูลที่ถูกต้อง
                -อุปกรณ์ประเภทนี้ ข้อมูลที่ส่งและรับไม่ขึ้นอยู่กับลำดับการส่ง
                -ต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะแยกแยะข้อมูลแต่ละตัว
                -การจัดการอุปกรณ์ประเภทนี้ระบบปฏิบัติการจะต้องมีวิธีจัดการโดยเฉพาะ ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุปกรณ์ชนิดนั้น


Information Maintenance การบำรุงรักษาข้อมูล

การดูแลรักษาข้อมูล
     การดูแลรักษาข้อมูล อาจประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้
      (1) การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
      (2) การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล
      (3) การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา
      (4) การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว
      ปัจจุบันผู้บริหารต้องสามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันตลอดจนการผลักดันของสังคมที่มีการใช้ระบบสื่อสารข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น การแข่งขันในธุรกิจจึงมากขึ้นตามลำดับ มีการใช้คอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ
     ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ตลอดจนระบบสื่อสารก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้ระบบสารสนเทศขององค์การที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น   

Memory Management การจัดการหน่วยความจำ

หน่วยความจำหลัก เป็นศูนย์กลางของการทำงานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน หน่วยความจำหลัก คือพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วย พื้นที่เก็บข้อมูลย่อยที่มีขนาดเป็นไบต์ (byte) โดยแต่ละไบต์จะมีแอ็ดเดรส (address) บอกตำแหน่งของตัวเอง โปรแกรมเมอร์ต้องการระบบที่มีหน่วยความจำหลักแบบไม่จำกัด, มีความเร็วสูง, และมีความเสถียรสูง หรือเป็นแบบไม่ถูกลบเลือน (nonvolatile) ถึงแม้ว่าระบบไฟฟ้าจะขัดข้อง ข้อมูลต่าง ๆ ในหน่วยความจำหลักเหล่านั้นก็จะไม่สูญหายไปด้วย
ระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจึงมีการแบ่งหน่วยความจำออกเป็นชั้น ๆ (memory hierarchy) ได้ดังนี้
-หน่วยความจำขนาดเล็ก, มีความเร็วสูง, ราคาแพงมาก  และเป็นหน่วยความจำที่เป็นแบบลบเลือนได้ (volatile cache memory)
-หน่วยความจำขนาดกลาง (ประมาณ 100 กว่าเมกะไบต์ขึ้นไป), มีความเร็วปานกลาง, ราคาปานกลาง และเป็นหน่วยความจำที่เป็นแบบลบเลือนได้ (RAM)
-หน่วยความจำขนาดใหญ่ (ประมาณ 10-100 กิกะไบต์) ที่มีความเร็วต่ำ, ราคาถูก, และเป็นดิสก์เก็บข้อมูลที่เป็นแบบไม่ถูกลบเลือน
ส่วนของระบบปฏิบัติการที่ใช้ในการจัดการกับหน่วยความจำของลำดับชั้นต่าง ๆ จะถูกเรียกว่า ตัวจัดการหน่วยความจำ (Memory Manager) ซึ่งมีหน้าที่
-ตรวจสอบว่าส่วนใดของหน่วยความจำที่กำลังถูกใช้งาน
-ส่วนใดที่ว่างอยู่
-จัดหน่วยความจำให้กับโปรเซสที่ทำงาน
-เก็บหน่วยความจำเหล่านั้นกลับคืนสู่ระบบเมื่องานเสร็จ
-จัดการสลับหน่วยความจำหลักกับพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ เมื่อหน่วยความจำหลักมีขนาดเล็กเกินไปที่จะให้โปรเซสทำงานได้
กระบวนการในการจัดการหน่วยความจำ
-การย้ายตำแหน่ง (Relocation)  ในระบบมัลติโปรแกรมมิ่งหรือระบบที่ทำงานหลาย ๆ โปรแกรมพร้อมกันนั้น โปรเซสต่าง ๆ จะใช้งานหน่วยความจำหลักร่วมกัน  ผู้ใช้งานจะไม่ทราบก่อนว่า ในขณะที่โปรแกรมกำลังทำงานนั้น มีโปรแกรมอื่น ๆ กำลังใช้งานหน่วยความจำหลักอยู่หรือไม่ เราต้องการให้ระบบสามารถสลับโปรแกรมที่ทำงานเข้าและออก (swap in and out) จากหน่วยความจำหลักได้ เพื่อให้การใช้งานโปรเซสเซอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อโปรแกรมถูกดึงออกจากพื้นที่ไปแล้ว เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าระบบสามารถดึงโปรแกรมนั้นกลับเข้ามาทำงานในพื้นที่เดิมได้ เนื่องจากเราไม่ทราบว่าเมื่อโปรแกรมหนึ่งเข้าไปใช้หน่วยความจำหลักแล้วจะใช้พื้นที่ใด และเราต้องอนุญาตให้โปรแกรมสามารถเปลี่ยนตำแหน่งภายในหน่วยความจำหลักนี้ได้ เนื่องจากการสลับที่ (swaping) เราจึงต้องสร้างเทคนิคที่ใช้ในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวโดยมีการกำหนด แอ็ดเดรสของโปรแกรม
-การป้องกันพื้นที่ (Protection) ระบบควรมีความสามารถในการป้องกันโปรเซสไม่ให้ถูกรบกวนจากโปรเซสอื่น ๆโปรแกรมในโปรเซสอื่น ๆ ไม่ควรจะเรียกใช้งานในพื้นที่หน่วยความจำที่ใช้โดยโปรเซสหนึ่ง ๆ ได้ นอกจากได้รับอนุญาตโดยโปรเซสนั้น  เราอาจจะเห็นได้ว่าการที่ระบบต้องการความสามารถในการย้ายแอ็ดเดรสนั้นจะทำให้ความสามารถในการป้องกันพื้นที่ยากขึ้น เนื่องจากการหาแอ็ดเดรสของโปรแกรมในหน่วยความจำหลักเมื่อระบบทำการคอมไพล์โปรแกรม (compile-time) นั้นเป็นไปได้ยากมาก
-การใช้พื้นที่ร่วมกัน (Sharing) กระบวนการในป้องกันพื้นที่บางครั้งต้องมีการยืดหยุ่นบ้าง เพื่อให้    โปรเซสหลาย ๆ ตัวมาใช้พื้นที่หน่วยความจำเดียวกันได้ ถ้ามีโปรเซสกลุ่มหนึ่งกำลังเรียกใช้งานโปรแกรมเดียวกัน จะเป็นการดีถ้าเราอนุญาตให้โปรเซสแต่ละตัวได้เข้าถึงโปรแกรมส่วนนั้นได้ และดีกว่าที่จะให้โปรเซสแต่ละตัวก๊อบปี้และเรียกใช้งานโปรแกรมนั้นแยกกัน โปรเซสที่ทำงานร่วมกัน บางงานก็จะต้องมีการแบ่งปันข้อมูลร่วมกันได้ ดังนั้นระบบการจัดการหน่วยความจำจะต้องอนุญาตให้ตัวควบคุม (controller) สามารถเข้าถึงพื้นที่ส่วนที่ใช้งานร่วมกัน้โดยไม่ต้องใช้วิธีการป้องกันพื้นที่  กระบวนการที่ใช้ในการย้ายแอ็ดเดรสนั้นสนับสนุนการใช้พื้นที่ร่วมกัน
-การจัดการแบ่งโปรแกรมย่อย (Logical Organization) หน่วยความจำหลักในระบบคอมพิวเตอร์นั้นจะถูกจัดให้อยู่ในรูปของพื้นที่ 1 มิติ เป็นเส้นตรง, มีช่องว่าง และประกอบขึ้นจากแถวของไบต์ หรือคำ การจัดการแบบนี้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับตัวฮาร์ดแวร์จริง สำหรับซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมนั้นจะมีการจัดการที่แตกต่างกัน โปรแกรมโดยส่วนมากจะถูกแบ่งออกเป็นโมดูล (module) หรือโปรแกรมย่อย ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานหน่วยความจำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบปฏิบัติการจะไม่นำโปรแกรมย่อยลงสู่หน่วยความจำพร้อมกับโปรแกรมหลัก แต่จะนำลงเมื่อมีการเรียกใช้เท่านั้น โดยโปรแกรมย่อยนั้นจะถูกบันทึกไว้ในดิสก์ในรูปแบบที่ย้ายแอ็ดเดรสได้  

Security การรักษาความปลอดภัย
ในระบบเครือข่ายนั้นมีผู้ร่วมใช้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีทั้งผู้ที่ประสงค์ดีและประสงค์ร้ายควบคู่กันไป สิ่งที่พบเห็นกันบ่อยๆ ในระบบเครือข่ายก็คืออาชญากรรมทางด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายประเภทด้วยกันเช่น พวกที่คอยดักจับสัญญาณผู้อื่นโดยการใช้เครื่องมือพิเศษจั๊มสายเคเบิลแล้วแอบบันทึกสัญญาณ พวกแคร๊กเกอร์(Crackers) ซึ่งได้แก่ ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์แต่มีนิสัยชอบเข้าไปเจาะระบบ
คอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่าย หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ (Virus Computer)ซึ่งเป็ นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียน
ขึ้นมาโดยมุ่งหวังในการก่อกวน หรือทำาลายข้อมูลในระบบ
การรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่ายมีวิธีการกระท าได้หลายวิธีคือ
1. ควรระมัดระวังในการใช้งาน การติดไวรัสมักเกิดจากผู้ใช้ไปใช้แผ่นดิสก์ร่วมกับผู้อื่น แล้วแผ่น
นั้นติดไวรัสมา หรืออาจติดไวรัสจากการดาวน์โหลดไฟล์มาจากอินเทอร์เน็ต
2. หมั่นสำเนาข้อมูลอยู่เสมอ การป้องกันการสูญหายและถูกทำลายของข้อมูลที่ดีก็คือ การหมั่น
สำเนาข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
3. ติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบและกำจัดไวรัส วิธีการนี้ สามารตรวจสอบ และป้องกันไวรัส
คอมพิวเตอร์ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นการป้องกันได้ทั้งหมด เพราะว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
4. การติดตั้งไฟร์วอลล์ (Firewall) ไฟร์วอลล์จะทำหน้าที่ป้องกันบุคคลอื่นบุกรุกเข้ามาเจาะเครือข่ายในองค์กรเพื่อขโมยหรือทำลายข้อมูล เป็นระยะที่ทำหน้าที่ป้องกันข้อมูลของเครือข่ายโดยการควบคุมและตรวจสอบการรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายภายในกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
5. การใช้รหัสผ่าน (Username & Password) การใช้รหัสผ่านเป็ นระบบรักษาความปลอดภัยขั้นแรกที่ใช้กันมากที่สุด เมื่อมีการติดตั้งระบบเครือข่ายจะต้องมีการกำหนดบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านหากเป็น
ผู้อื่นที่ไม่ทราบรหัสผ่านก็ไม่สามารถเข้าไปใช้เครือข่ายได้หากเป็ นระบบที่ต้องการความปลอดภัยสูงก็ควรมีการเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อย ๆ เป็ นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง



PowerPoint
                                          

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น