Profile
นายภูษิต คุณาธรรม 5805104022
Services Provided By OS
PROCESS CONTROL
เป็นการควบคุมกระบวนการทั้งหมดซึ่งในขณะที่กำลังเอ็กซิคิวต์โปรแกรมอยู่นั้นเราสามารถหยุดการทำงานในลักษณะการหยุดปกติ(end.),การหยุดแบบไม่ปกติ(abort),โหลดข้อมูลเพิ่มเติม,เอ็กซิคิวต์โปรเซส, สั่งให้หยุดรอเวลาหรือแม้แต่การรออีเวนต์อื่นๆ ก็ได้
Scheduling
Execution
ระบบต้องสามารถนำโปรแกรมลงสู่หน่วยความจำหลัก และให้โปรแกรมทำงาน โดยที่การทำงานต้องมีวันสิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นปกติหรือไม่ปกติก็ตาม
Communication Process กระบวนการสื่อสาร
กระบวนการสื่อสาร
กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) โดยทั่วไปเริ่มต้นจากผู้ส่งข่าวสาร (Sender) ทำหน้าที่เก็บรวบรวม
แนวความคิดหรือข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เมื่อต้องการส่งข่าวไปยังผู้รับข่าวสาร ก็จะแปลงแนวความคิดหรือข้อมูล
ที่เกี่ยวข้องออกมาเป็น ตัวอักษร น้ำเสียง สี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ซึ่งเรียกว่าข่าวสาร (Massage) จะได้รับการใส่รหัส
(Encoding) แล้วส่งไปยังผู้รับข่าวสาร (Receivers) ผ่านสื่อกลาง (Media) ในช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels)
ประเภทต่าง ๆ หรืออาจจะถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสารโดยตรงก็ได้ ผู้รับข่าวสาร เมื่อได้รับข่าวสารแล้วจะ
ถอดรหัส (Decoding) ตามความเข้าใจและประสบการณ์ในอดีต หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น และมีปฏิกริยาตอบสนอง
กลับไปยังผู้ส่งข่าวสารซึ่งอยู่ในรูปขอความรู้ ความเข้าใจ การตอบรับ การปฏิเสธหรือการนิ่งเงียงก็เป็นได้ ทั้งนี้ข่าวสาร
ที่ถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารอาจจะไม่ถึงผู้รับข่าวสารทั้งหมดก็เป็นได้ หรือข่าวสารอาจถูกบิดเบือนไปเพราะในกระบวนการ
สื่อสาร ย่อมมีโอกาสเกิดสิ่งรบกวน หรือตัวแทรกแซง(Noise or Interferes) ได้ ทุกขั้นตอนของการสื่อสาร
กระบวนการสื่อสาร (Communication Process) โดยทั่วไปเริ่มต้นจากผู้ส่งข่าวสาร (Sender) ทำหน้าที่เก็บรวบรวม
แนวความคิดหรือข้อมูล จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เมื่อต้องการส่งข่าวไปยังผู้รับข่าวสาร ก็จะแปลงแนวความคิดหรือข้อมูล
ที่เกี่ยวข้องออกมาเป็น ตัวอักษร น้ำเสียง สี การเคลื่อนไหว ฯลฯ ซึ่งเรียกว่าข่าวสาร (Massage) จะได้รับการใส่รหัส
(Encoding) แล้วส่งไปยังผู้รับข่าวสาร (Receivers) ผ่านสื่อกลาง (Media) ในช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels)
ประเภทต่าง ๆ หรืออาจจะถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารไปยังผู้รับข่าวสารโดยตรงก็ได้ ผู้รับข่าวสาร เมื่อได้รับข่าวสารแล้วจะ
ถอดรหัส (Decoding) ตามความเข้าใจและประสบการณ์ในอดีต หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น และมีปฏิกริยาตอบสนอง
กลับไปยังผู้ส่งข่าวสารซึ่งอยู่ในรูปขอความรู้ ความเข้าใจ การตอบรับ การปฏิเสธหรือการนิ่งเงียงก็เป็นได้ ทั้งนี้ข่าวสาร
ที่ถูกส่งจากผู้ส่งข่าวสารอาจจะไม่ถึงผู้รับข่าวสารทั้งหมดก็เป็นได้ หรือข่าวสารอาจถูกบิดเบือนไปเพราะในกระบวนการ
สื่อสาร ย่อมมีโอกาสเกิดสิ่งรบกวน หรือตัวแทรกแซง(Noise or Interferes) ได้ ทุกขั้นตอนของการสื่อสาร
คุณลักษณะของผู้ประสบความสำเร็จในการสื่อสาร
1. มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ
2. มีทักษะในการสื่อสาร
3. เป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้ได้เร็ว และมีความจำดี
4. มีความซื่อตรง มีความกล้าที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
5. มีความคิดสุขุม รอบคอบ
6. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
7. คิดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
8. มีความสามารถแยกแยะและจัดระเบียบข่าวสารต่าง ๆ
9. มีความสามารถในการเขียนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
10. มีศิลปะและเทคนิคการจูงใจคน
11. รู้ขั้นตอนการทำงาน
12. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
1. มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ
2. มีทักษะในการสื่อสาร
3. เป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้ได้เร็ว และมีความจำดี
4. มีความซื่อตรง มีความกล้าที่จะกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง
5. มีความคิดสุขุม รอบคอบ
6. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
7. คิดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี
8. มีความสามารถแยกแยะและจัดระเบียบข่าวสารต่าง ๆ
9. มีความสามารถในการเขียนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
10. มีศิลปะและเทคนิคการจูงใจคน
11. รู้ขั้นตอนการทำงาน
12. มีมนุษยสัมพันธ์ดี
File Manipulation การจัดการแฟ้มข้อมูล
กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแฟ้มข้อมูล (file manipulation) จะแตกต่างกันออกไปในแต่ละระบบงาน แต่จะมีกิจกรรมหลักในการใช้ข้อมูล ได้แก่
การสร้างแฟ้มข้อมูล (file creating) คือ การสร้างแฟ้มข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการประมวลผล ส่วนใหญ่จะสร้างจากเอกสารเบื้องต้น (source document) การสร้างแฟ้มข้อมูลจะต้องเริ่มจากการพิจารณากำหนดสื่อข้อมูลการออกแบบฟอร์มของระเบียน การกำหนดโครงสร้างการจัดเก็บแฟ้มข้อมูล (file organization) บนสื่ออุปกรณ์
การปรับปรุงรักษาแฟ้มข้อมูลแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ
1) การค้นคืนระเบียนในแฟ้มข้อมูล (retrieving) คือ การค้นหาข้อมูลที่ต้องการหรือเลือกข้อมูลบางระเบียนมาใช้เพื่องานใดงานหนึ่ง การค้นหาระเบียนจะทำได้ ด้วยการเลือกคีย์ฟิลด์ เป็นตัวกำหนดเพื่อที่จะนำไปค้นหาระเบียนที่ต้องการในแฟ้มข้อมูล ซึ่งอาจจะมีการกำหนเงื่อนไขของการค้นหา เช่น ต้องการหาว่า พนักงานที่ชื่อสมชายมีอยู่กี่คน
2) การปรับเปลี่ยนข้อมูล (updating) เมื่อมีแฟ้มข้อมูลที่จะนำมาใช้ในการประมวลผลก็จำเป็นที่จะต้องทำหรือรักษาแฟ้มข้อมูลนั้นให้ทันสมัยอยู่เสมอ อาจจะต้องมีการเพิ่มบางระเบียนเข้าไป (adding) แก้ไขเปลี่ยนแปลงค่าฟิลด์ใดฟิลด์หนึ่ง (changing) หรือลบบางระเบียนออกไป (deleting)
อินพุต/เอาต์พุตฮาร์ดแวร์ คือ โปรแกรมที่ใช้ติดต่ออุปกรณ์ต่างๆ ทำงานร่วมกัน เป็นโปรแกรมที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์แต่ละชนิดจะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการทำงาน
อุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต (I/O Devices) อุปกรณ์อินพุต/เอาต์พุต แบ่งออกเป็น 2 ประเภท
1.บล็อกดีไวซ์ (Block Devices) เป็นอุปกรณ์ที่จัดเก็บข้อมูลได้โดยทำการเก็บเป็นบล็อกเช่น ดิสก์เก็ต ฮาร์ดดิสก์ เทป ขนาดของบล็อกประมาณ 512 ไบต์ ถึง 32,768 ไบต์ สามารถอ่าน/เขียนข้อมูลลงในแต่ละบล็อกได้โดยอิสระ อุปกรณ์ประเภทที่เป็นบล็อกจำพวกดิสก์สามารถกำหนดตำแหน่งลงไปในแผ่นดิสก์ได้ ประกอบไปด้วย ไซเรนเดอร์ (Cylinder) และเซ็กเตอร์ (Sector)
-แต่ละบล็อกที่บรรจุข้อมูลภายในหัวอ่านสามารถนำข้อมูลออกมาได้
-อุปกรณ์ที่มีการแอ็กเซสโดยตรง (direct access storage device) ได้แก่ ดิสก์
-ข้อมูลจะถูกจัดไว้เป็นกลุ่มในระดับบล็อกหรือเซ็กเตอร์
-แต่ละกลุ่มจะมีแอ็ดเดรสของตัวเอง
-การแอ็กเซสทำได้โดยกำหนดแอ็ดเดรสของข้อมูลกลุ่มนั้น ซึ่งจะทำให้ทราบว่าข้อมูลกลุ่มนั้นอยู่ที่ไหน
-อุปกรณ์ที่มีการแอ็กเซสแบบลำดับ (serial access storage device) ได้แก่ เทป
-ลักษณะของอุปกรณ์ประเภทนี้การแอ็กเซสจะต้องเป็นไปตามลำดับ ตั้งแต่ต้นเทป เรียงไปจนถึงตำแหน่งที่ต้องการ
-การเก็บข้อมูลจะเก็บเป็นกลุ่มๆ ไม่มีแอ็ดเดรสของแต่ละกลุ่ม การอ่านจะต้องอ่านเข้ามาทีละกลุ่ม
1.บล็อกดีไวซ์ (Block Devices) เป็นอุปกรณ์ที่จัดเก็บข้อมูลได้โดยทำการเก็บเป็นบล็อกเช่น ดิสก์เก็ต ฮาร์ดดิสก์ เทป ขนาดของบล็อกประมาณ 512 ไบต์ ถึง 32,768 ไบต์ สามารถอ่าน/เขียนข้อมูลลงในแต่ละบล็อกได้โดยอิสระ อุปกรณ์ประเภทที่เป็นบล็อกจำพวกดิสก์สามารถกำหนดตำแหน่งลงไปในแผ่นดิสก์ได้ ประกอบไปด้วย ไซเรนเดอร์ (Cylinder) และเซ็กเตอร์ (Sector)
-แต่ละบล็อกที่บรรจุข้อมูลภายในหัวอ่านสามารถนำข้อมูลออกมาได้
-อุปกรณ์ที่มีการแอ็กเซสโดยตรง (direct access storage device) ได้แก่ ดิสก์
-ข้อมูลจะถูกจัดไว้เป็นกลุ่มในระดับบล็อกหรือเซ็กเตอร์
-แต่ละกลุ่มจะมีแอ็ดเดรสของตัวเอง
-การแอ็กเซสทำได้โดยกำหนดแอ็ดเดรสของข้อมูลกลุ่มนั้น ซึ่งจะทำให้ทราบว่าข้อมูลกลุ่มนั้นอยู่ที่ไหน
-อุปกรณ์ที่มีการแอ็กเซสแบบลำดับ (serial access storage device) ได้แก่ เทป
-ลักษณะของอุปกรณ์ประเภทนี้การแอ็กเซสจะต้องเป็นไปตามลำดับ ตั้งแต่ต้นเทป เรียงไปจนถึงตำแหน่งที่ต้องการ
-การเก็บข้อมูลจะเก็บเป็นกลุ่มๆ ไม่มีแอ็ดเดรสของแต่ละกลุ่ม การอ่านจะต้องอ่านเข้ามาทีละกลุ่ม
2.คาร์เรกเตอร์ดีไวซ์ (Character Devices) เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลเป็นสาย จำนวนข้อมูลขึ้นอยู่กับบัฟเฟอร์ (Buffer) ที่มีแต่ไม่สามารถกำหนดตำแหน่งของบัฟเฟอร์เหล่านี้ได้
-อุปกรณ์ประเภทนี้ได้แก่ การ์ดเน็ตเวิร์คของเครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์
-อุปกรณ์ชนิดข้อมูลเป็นสาย (stream) อุปกรณ์ประเภทนี้มีข้อมูลการส่งเข้าออกจะเรียงมาเป็นลำดับก่อน-หลัง
-การแบ่งแยกข้อมูลทำได้โดยตรวจสอบลำดับของข้อมูล
-เป็นอุปกรณ์ที่มีการจัดการได้ง่าย เพียงแต่จัดลำดับการรับ – ส่ง ข้อมูลที่ถูกต้อง
-อุปกรณ์ประเภทนี้ ข้อมูลที่ส่งและรับไม่ขึ้นอยู่กับลำดับการส่ง
-ต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะแยกแยะข้อมูลแต่ละตัว
-การจัดการอุปกรณ์ประเภทนี้ระบบปฏิบัติการจะต้องมีวิธีจัดการโดยเฉพาะ ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุปกรณ์ชนิดนั้น
-อุปกรณ์ประเภทนี้ได้แก่ การ์ดเน็ตเวิร์คของเครื่องพิมพ์ สแกนเนอร์
-อุปกรณ์ชนิดข้อมูลเป็นสาย (stream) อุปกรณ์ประเภทนี้มีข้อมูลการส่งเข้าออกจะเรียงมาเป็นลำดับก่อน-หลัง
-การแบ่งแยกข้อมูลทำได้โดยตรวจสอบลำดับของข้อมูล
-เป็นอุปกรณ์ที่มีการจัดการได้ง่าย เพียงแต่จัดลำดับการรับ – ส่ง ข้อมูลที่ถูกต้อง
-อุปกรณ์ประเภทนี้ ข้อมูลที่ส่งและรับไม่ขึ้นอยู่กับลำดับการส่ง
-ต้องอาศัยข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อที่จะแยกแยะข้อมูลแต่ละตัว
-การจัดการอุปกรณ์ประเภทนี้ระบบปฏิบัติการจะต้องมีวิธีจัดการโดยเฉพาะ ขึ้นอยู่กับลักษณะของอุปกรณ์ชนิดนั้น
Information Maintenance การบำรุงรักษาข้อมูล
การดูแลรักษาข้อมูล
การดูแลรักษาข้อมูล อาจประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้
(1) การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
(2) การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล
(3) การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา
(4) การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันผู้บริหารต้องสามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันตลอดจนการผลักดันของสังคมที่มีการใช้ระบบสื่อสารข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น การแข่งขันในธุรกิจจึงมากขึ้นตามลำดับ มีการใช้คอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ตลอดจนระบบสื่อสารก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้ระบบสารสนเทศขององค์การที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น
การดูแลรักษาข้อมูล อาจประกอบด้วยกิจกรรมต่อไปนี้
(1) การเก็บรักษาข้อมูล การเก็บรักษาข้อมูล หมายถึง การนำข้อมูลมาบันทึกเก็บไว้ในสื่อบันทึกต่างๆ เช่น แผ่นบันทึกข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการดูแล และทำสำเนาข้อมูลเพื่อให้ใช้งานต่อไปในอนาคตได้
(2) การทำสำเนาข้อมูล การทำสำเนาเพื่อเก็บรักษาข้อมูล หรือนำไปแจกจ่าย จึงควรคำนึงถึงความจุและความทนทานของสื่อบันทึกข้อมูล
(3) การสื่อสารและเผยแพร่ข้อมูล ข้อมูลต้องกระจายหรือส่งต่อไปยังผู้ใช้งานที่ห่างไกลได้ง่าย การสื่อสารข้อมูลจึงเป็นเรื่องสำคัญและมีบทบาทที่สำคัญยิ่งที่จะทำให้การส่งข่าวสารไปยังผู้ใช้ทำได้รวดเร็วและทันเวลา
(4) การปรับปรุงข้อมูล ข้อมูลที่จัดเก็บไว้มีจุดประสงค์เพื่อการใช้งาน เช่น ในการตัดสินเพื่อดำเนินการ ดังนั้นข้อมูลจึงต้องมีการปรับปรุง ให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และจัดเก็บอย่างเป็นระบบเพื่อการค้นหาได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันผู้บริหารต้องสามารถปฏิบัติงานได้รวดเร็วขึ้น เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันตลอดจนการผลักดันของสังคมที่มีการใช้ระบบสื่อสารข้อมูลที่ทันสมัยมากขึ้น การแข่งขันในธุรกิจจึงมากขึ้นตามลำดับ มีการใช้คอมพิวเตอร์มาวิเคราะห์ แยกแยะ และจัดสรรข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจ
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้คอมพิวเตอร์มีความสามารถมากขึ้น มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้งานจึงแพร่หลายอย่างรวดเร็ว ตลอดจนระบบสื่อสารก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลทำให้ระบบสารสนเทศขององค์การที่ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้มี ประสิทธิภาพมากขึ้น
หน่วยความจำหลัก เป็นศูนย์กลางของการทำงานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน หน่วยความจำหลัก คือพื้นที่เก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วย พื้นที่เก็บข้อมูลย่อยที่มีขนาดเป็นไบต์ (byte) โดยแต่ละไบต์จะมีแอ็ดเดรส (address) บอกตำแหน่งของตัวเอง โปรแกรมเมอร์ต้องการระบบที่มีหน่วยความจำหลักแบบไม่จำกัด, มีความเร็วสูง, และมีความเสถียรสูง หรือเป็นแบบไม่ถูกลบเลือน (nonvolatile) ถึงแม้ว่าระบบไฟฟ้าจะขัดข้อง ข้อมูลต่าง ๆ ในหน่วยความจำหลักเหล่านั้นก็จะไม่สูญหายไปด้วย
ระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันจึงมีการแบ่งหน่วยความจำออกเป็นชั้น ๆ (memory hierarchy) ได้ดังนี้
-หน่วยความจำขนาดเล็ก, มีความเร็วสูง, ราคาแพงมาก และเป็นหน่วยความจำที่เป็นแบบลบเลือนได้ (volatile cache memory)
-หน่วยความจำขนาดกลาง (ประมาณ 100 กว่าเมกะไบต์ขึ้นไป), มีความเร็วปานกลาง, ราคาปานกลาง และเป็นหน่วยความจำที่เป็นแบบลบเลือนได้ (RAM)
-หน่วยความจำขนาดใหญ่ (ประมาณ 10-100 กิกะไบต์) ที่มีความเร็วต่ำ, ราคาถูก, และเป็นดิสก์เก็บข้อมูลที่เป็นแบบไม่ถูกลบเลือน
-หน่วยความจำขนาดเล็ก, มีความเร็วสูง, ราคาแพงมาก และเป็นหน่วยความจำที่เป็นแบบลบเลือนได้ (volatile cache memory)
-หน่วยความจำขนาดกลาง (ประมาณ 100 กว่าเมกะไบต์ขึ้นไป), มีความเร็วปานกลาง, ราคาปานกลาง และเป็นหน่วยความจำที่เป็นแบบลบเลือนได้ (RAM)
-หน่วยความจำขนาดใหญ่ (ประมาณ 10-100 กิกะไบต์) ที่มีความเร็วต่ำ, ราคาถูก, และเป็นดิสก์เก็บข้อมูลที่เป็นแบบไม่ถูกลบเลือน
ส่วนของระบบปฏิบัติการที่ใช้ในการจัดการกับหน่วยความจำของลำดับชั้นต่าง ๆ จะถูกเรียกว่า ตัวจัดการหน่วยความจำ (Memory Manager) ซึ่งมีหน้าที่
-ตรวจสอบว่าส่วนใดของหน่วยความจำที่กำลังถูกใช้งาน
-ส่วนใดที่ว่างอยู่
-จัดหน่วยความจำให้กับโปรเซสที่ทำงาน
-เก็บหน่วยความจำเหล่านั้นกลับคืนสู่ระบบเมื่องานเสร็จ
-จัดการสลับหน่วยความจำหลักกับพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ เมื่อหน่วยความจำหลักมีขนาดเล็กเกินไปที่จะให้โปรเซสทำงานได้
-ตรวจสอบว่าส่วนใดของหน่วยความจำที่กำลังถูกใช้งาน
-ส่วนใดที่ว่างอยู่
-จัดหน่วยความจำให้กับโปรเซสที่ทำงาน
-เก็บหน่วยความจำเหล่านั้นกลับคืนสู่ระบบเมื่องานเสร็จ
-จัดการสลับหน่วยความจำหลักกับพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ เมื่อหน่วยความจำหลักมีขนาดเล็กเกินไปที่จะให้โปรเซสทำงานได้
กระบวนการในการจัดการหน่วยความจำ
-การย้ายตำแหน่ง (Relocation) ในระบบมัลติโปรแกรมมิ่งหรือระบบที่ทำงานหลาย ๆ โปรแกรมพร้อมกันนั้น โปรเซสต่าง ๆ จะใช้งานหน่วยความจำหลักร่วมกัน ผู้ใช้งานจะไม่ทราบก่อนว่า ในขณะที่โปรแกรมกำลังทำงานนั้น มีโปรแกรมอื่น ๆ กำลังใช้งานหน่วยความจำหลักอยู่หรือไม่ เราต้องการให้ระบบสามารถสลับโปรแกรมที่ทำงานเข้าและออก (swap in and out) จากหน่วยความจำหลักได้ เพื่อให้การใช้งานโปรเซสเซอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อโปรแกรมถูกดึงออกจากพื้นที่ไปแล้ว เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าระบบสามารถดึงโปรแกรมนั้นกลับเข้ามาทำงานในพื้นที่เดิมได้ เนื่องจากเราไม่ทราบว่าเมื่อโปรแกรมหนึ่งเข้าไปใช้หน่วยความจำหลักแล้วจะใช้พื้นที่ใด และเราต้องอนุญาตให้โปรแกรมสามารถเปลี่ยนตำแหน่งภายในหน่วยความจำหลักนี้ได้ เนื่องจากการสลับที่ (swaping) เราจึงต้องสร้างเทคนิคที่ใช้ในการจัดการกับปัญหาดังกล่าวโดยมีการกำหนด แอ็ดเดรสของโปรแกรม
-การป้องกันพื้นที่ (Protection) ระบบควรมีความสามารถในการป้องกันโปรเซสไม่ให้ถูกรบกวนจากโปรเซสอื่น ๆโปรแกรมในโปรเซสอื่น ๆ ไม่ควรจะเรียกใช้งานในพื้นที่หน่วยความจำที่ใช้โดยโปรเซสหนึ่ง ๆ ได้ นอกจากได้รับอนุญาตโดยโปรเซสนั้น เราอาจจะเห็นได้ว่าการที่ระบบต้องการความสามารถในการย้ายแอ็ดเดรสนั้นจะทำให้ความสามารถในการป้องกันพื้นที่ยากขึ้น เนื่องจากการหาแอ็ดเดรสของโปรแกรมในหน่วยความจำหลักเมื่อระบบทำการคอมไพล์โปรแกรม (compile-time) นั้นเป็นไปได้ยากมาก
-การใช้พื้นที่ร่วมกัน (Sharing) กระบวนการในป้องกันพื้นที่บางครั้งต้องมีการยืดหยุ่นบ้าง เพื่อให้ โปรเซสหลาย ๆ ตัวมาใช้พื้นที่หน่วยความจำเดียวกันได้ ถ้ามีโปรเซสกลุ่มหนึ่งกำลังเรียกใช้งานโปรแกรมเดียวกัน จะเป็นการดีถ้าเราอนุญาตให้โปรเซสแต่ละตัวได้เข้าถึงโปรแกรมส่วนนั้นได้ และดีกว่าที่จะให้โปรเซสแต่ละตัวก๊อบปี้และเรียกใช้งานโปรแกรมนั้นแยกกัน โปรเซสที่ทำงานร่วมกัน บางงานก็จะต้องมีการแบ่งปันข้อมูลร่วมกันได้ ดังนั้นระบบการจัดการหน่วยความจำจะต้องอนุญาตให้ตัวควบคุม (controller) สามารถเข้าถึงพื้นที่ส่วนที่ใช้งานร่วมกัน้โดยไม่ต้องใช้วิธีการป้องกันพื้นที่ กระบวนการที่ใช้ในการย้ายแอ็ดเดรสนั้นสนับสนุนการใช้พื้นที่ร่วมกัน
-การจัดการแบ่งโปรแกรมย่อย (Logical Organization) หน่วยความจำหลักในระบบคอมพิวเตอร์นั้นจะถูกจัดให้อยู่ในรูปของพื้นที่ 1 มิติ เป็นเส้นตรง, มีช่องว่าง และประกอบขึ้นจากแถวของไบต์ หรือคำ การจัดการแบบนี้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับตัวฮาร์ดแวร์จริง สำหรับซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมนั้นจะมีการจัดการที่แตกต่างกัน โปรแกรมโดยส่วนมากจะถูกแบ่งออกเป็นโมดูล (module) หรือโปรแกรมย่อย ๆ เพื่อให้สามารถใช้งานหน่วยความจำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบปฏิบัติการจะไม่นำโปรแกรมย่อยลงสู่หน่วยความจำพร้อมกับโปรแกรมหลัก แต่จะนำลงเมื่อมีการเรียกใช้เท่านั้น โดยโปรแกรมย่อยนั้นจะถูกบันทึกไว้ในดิสก์ในรูปแบบที่ย้ายแอ็ดเดรสได้
Security การรักษาความปลอดภัย
ในระบบเครือข่ายนั้นมีผู้ร่วมใช้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงมีทั้งผู้ที่ประสงค์ดีและประสงค์ร้ายควบคู่กันไป สิ่งที่พบเห็นกันบ่อยๆ ในระบบเครือข่ายก็คืออาชญากรรมทางด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หลายประเภทด้วยกันเช่น พวกที่คอยดักจับสัญญาณผู้อื่นโดยการใช้เครื่องมือพิเศษจั๊มสายเคเบิลแล้วแอบบันทึกสัญญาณ พวกแคร๊กเกอร์(Crackers) ซึ่งได้แก่ ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์แต่มีนิสัยชอบเข้าไปเจาะระบบ
คอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่าย หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ (Virus Computer)ซึ่งเป็ นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้นมาโดยมุ่งหวังในการก่อกวน หรือทำาลายข้อมูลในระบบ
การรักษาความปลอดภัยในระบบเครือข่ายมีวิธีการกระท าได้หลายวิธีคือ
1. ควรระมัดระวังในการใช้งาน การติดไวรัสมักเกิดจากผู้ใช้ไปใช้แผ่นดิสก์ร่วมกับผู้อื่น แล้วแผ่น
นั้นติดไวรัสมา หรืออาจติดไวรัสจากการดาวน์โหลดไฟล์มาจากอินเทอร์เน็ต
2. หมั่นสำเนาข้อมูลอยู่เสมอ การป้องกันการสูญหายและถูกทำลายของข้อมูลที่ดีก็คือ การหมั่น
สำเนาข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ
3. ติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบและกำจัดไวรัส วิธีการนี้ สามารตรวจสอบ และป้องกันไวรัส
คอมพิวเตอร์ได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่เป็นการป้องกันได้ทั้งหมด เพราะว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ได้มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา
4. การติดตั้งไฟร์วอลล์ (Firewall) ไฟร์วอลล์จะทำหน้าที่ป้องกันบุคคลอื่นบุกรุกเข้ามาเจาะเครือข่ายในองค์กรเพื่อขโมยหรือทำลายข้อมูล เป็นระยะที่ทำหน้าที่ป้องกันข้อมูลของเครือข่ายโดยการควบคุมและตรวจสอบการรับส่งข้อมูลระหว่างเครือข่ายภายในกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
5. การใช้รหัสผ่าน (Username & Password) การใช้รหัสผ่านเป็ นระบบรักษาความปลอดภัยขั้นแรกที่ใช้กันมากที่สุด เมื่อมีการติดตั้งระบบเครือข่ายจะต้องมีการกำหนดบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านหากเป็น
ผู้อื่นที่ไม่ทราบรหัสผ่านก็ไม่สามารถเข้าไปใช้เครือข่ายได้หากเป็ นระบบที่ต้องการความปลอดภัยสูงก็ควรมีการเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อย ๆ เป็ นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่อง
PowerPoint

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น